วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

กิกรรมที่ 14

ให้นักศึกษาศึกษา Power point  แล้วตอบคำถาม
การจัดการเรียนการสอนที่ท้าทายโดยใช้เครื่องมือ Mind Mapping  สอนอย่างไร ? ดีอย่างไร?
การสอนโดยใช้แผนที่ความคิด ( Mind Map )
แผนที่ความคิดคืออะไร
แผนที่ ความคิด ( Mind Map ) เป็นการนำเอาทฤษฎีที่เกี่ยวกับสมองไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด การเขียนแผนที่ความคิดเกิดจากการใช้ทักษะทั้งหมดของสมอง หรือเป็นการทำงานร่วมกันของสมองทั้ง 2 ซึก คือ สมองซีกซ้าย และสมองซีกขวา  สมองซีกซ้าย ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์คำภาษา สัญลักษณ์ ระบบ ลำดับความเป็นเหตุเป็นผล ตรรกวิทยาฯ  ส่วนสมองซีกขวา ทำหน้าที่สังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ จินตนาการ ความงาม ศิลปะ จังหวะ โดยมีเส้นประสาทส่วนหนึ่งเป็นตัวเชื่อมโยงสมองทั้งซีกซ้ายและขวา ให้ทำงานประสานกัน
วิธีการเขียนแผนที่ความคิด  แผนที่ ความคิด ( Mind Map ) พัฒนาจากการจดบันทึกแบบเดิม ๆ ที่บันทึกเป็นตัวอักษร เป็นบรรทัด เป็นแถว โดยดินสอหรือปากกา มาเป็นการบันทึกเป็นคำ ภาพ สัญลักษณ์ แบบแผ่เป็นรัศมีออกรอบ ๆ ศูนย์กลางเหมือนการแตกแขนงของกิ่งไม้ โดยใช้สีสันให้น่าสนใจ
แผนที่ความคิด ( Mind Map ) ใช้ได้กับอะไรบ้าง  แผนที่ ความคิด ( Mind Map ) นำไปใช้กับกิจกรรในชีวิตส่วนตัว และกิจกรรม ในการปฏิบัติงานทุกแขนงวิชา และอาชีพ เช่น ใช้ในการวางแผน การช่วยจำ การตัดสินใจ การแก้ปัญหา การนำเสนอ ฯลฯ
การเรียนรู้โดยใช้แผนที่ความคิด ( Mind Map )  การ เรียนรู้วิชาต่าง ๆ ใช้แผนที่ความคิดช่วยในการศึกษาเล่าเรียนทุกวิชาได้เด็กเล็กจะเขียนแผนที่ ความคิดได้ตามวัยของตน ส่วนในชั้นที่โตขึ้นความละเอียดซับซ้อนจะมากขึ้นตามเนื้อหา และวัยของตน แต่ไม่ว่าจะเป็นระดับชั้นใด แผนที่ความคิดก็ช่วยให้เกิดความคิดได้กว้างขวาง หลากหลาย ช่วยความจำ ช่วยให้งานต่าง ๆ มีความสมบูรณ์ ความคิดต่าง ๆ ไม่ขาดหายไป
ยกตัวอย่างประกอบ  วิธีการสอนโดยใช้เครื่องมือหมวก 6ใบกับโครงงานแตกต่างกันอย่างไร
เทคนิคการสอนแบบหมวก 6ใบ (six thinking hats)  เป็นการรวมความสอนด้านต่างๆ ไว้ครบถ้วนทุกด้าน ระบบให้คนคิดทีละด้าน มองทีละด้าน จากด้านหนึ่งไปมองอีกด้านหนึ่ง จะได้เห็นภาพจริงที่ชัดเจน  ทำ ให้พิจารณาความคิดใหม่ ๆ ได้รอบคอบ เป็นผลให้เกิดความคิดที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น การคิดเป็นทักษะที่สามารถเรียนรู้ ฝึกฝน และพัฒนาได้ การใช้วิธีคิดแบบสวมหมวกคิด six thinking hats จะช่วยให้ผู้ คิดสามารถคิดอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอนในการคิดอย่าง สร้างสรรค์และสามารถแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ ได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น  ส่วนการเรียนการสอนแบบโครงการ  เป็นการผสมผสานรูปแบบการ เรียนการสอนต่างๆเข้าด้วยกันเพื่อส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก เป็นการเรียนแบบลงลึกถึงรายละเอียดในเรื่องที่เด็กสนในและเป็นเรื่องที่เด็ก เลือกเรียนเอง จึงทำให้เด็กมีความตั้งใจที่จะเรียนรู้ กำหนดคำถามที่ตนเองสนใจ เพื่อค้นหาคำตอบและรับผิดชอบต่องานที่ทำ
          ตัวอย่างเช่น  วิธีการสอนแบบโครงการจะใช้คำถามที่นำไปสู่การทดลอง เป็นการเรียนการสอนแบบลงปฏิบัติ  การค้นคว้าหาคำตอบในสิ่งที่ผู้เรียนอยากรู้หรือสงสัยด้วยวิธีการต่างๆ เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้เลือกศึกษาตามความสนใจของตนเองหรือของ กลุ่ม เป็นการตัดสินใจร่วมกัน จนได้ชิ้นงานที่สามารถนำผลการศึกษาไปใช้ได้ในชีวิตจริง ส่วนวิธีการสอนแบบหมวก  6 ใบ จะใช้คำถามนักเรียนจะใช้ความคิดนี้ไปใช้ทำอะไร นักเรียนก็จะคิดมองทีละด้าน หลายๆแบบแล้วสรุปเป็นความคิดใหม่ ที่จะสามารถให้นักเรียนมีความรอบคอบและรอบด้านในเรื่องที่ศึกษา

กิจกรรมที่ 10

ให้นักศึกษาได้ศึกษาเหตุการณ์ในประเด็นต่อไปนี้
เหตุการณ์ที่ผ่านมาเกิดขึ้นกับประชาชนและประเทศไทยให้นักศึกษาอ่านและศึกษา ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ Internet  Blog ต่าง ๆ และแสดงความคิดเห็นสรุปวิเคราะห์สังเคราะห์ ลงในบล็อกของนักศึกษาในกิจกรรมที่ 10
1)  กรณีเขาพระวิหารจังหวัดศรีสะเกษ
              คดีปราสาทเขาพระวิหาร เป็นความขัดแย้งระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทย ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2501 ใน การอ้างสิทธิเหนือบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่ที่ชายแดนไทยด้านอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และชายแดนกัมพูชาด้านจังหวัดพระวิหาร ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการที่ทั้งไทยและกัมพูชา ถือแผนที่ปักปันเขตแดนตามแนวสันปันน้ำของเทือกเขาพนมดงรักคนละฉบับ ทำให้เกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนของทั้งสองฝ่ายในบริเวณที่เป็นที่ตั้งของตัว ปราสาท โดยทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยได้ยินยอมให้มีการพิจารณาปัญหาดังกล่าวขึ้นที่ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี พ.ศ. 2502
               ดัง นั้นปัญหากรณีเขาพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชาเกิดจากเป็นพื้นที่ทับซ้อนทำ ให้เกิดปัญหาดังกล่าวจนกลายเป็นปัญหาระดับประเทศ  ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาเกิดการสั่นทอน แต่การตัดสินของศาลโลกเป็นการยึดติดกับแผนที่ฉบับเดียวเป็นตัวตัดสินนั้นก็ เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมกับประเทศไทย และสมมุติว่าไม่มีแผนที่ฉบับนั้นศาลโลกจะเอาอะไรเป็นเครื่องมือในการชี้วัด
2)  กรณีพื้นที่ชายแดน จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์  จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดสระแก้ว ตราด เกาะกรูด ทะเลในอ่าวไทย
                เป็น พื้นที่ที่ยังพิพาทกันอยู่เป็นเขตแดนที่ทั้งสองฝ่ายอ้างว่าเป็นของตนเองซึ่ง เป็นเหตุให้ มีปัญหาทั้งเรื่องของการจดทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก และกรณีคนไทยถูกจับกุมตัว  ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้คน ไทยรู้และตระหนักเรื่องของดินแดนขึ้นมาเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะไม่ให้จังหวัดของประเทศเรากลายไปเป็นของคนอื่น นั้นก็คือฝ่ายไทยเป็นฝ่ายที่พยายามโยงกรณีพื้นที่ทับซ้อนบริเวณเขาพระวิหาร เข้ากับผลประโยชน์ทางทะเลในอ่าวไทยระหว่างการเจรจากับฝ่ายกัมพูชา ซึ่งกัมพูชาไม่เห็นด้วย โดยที่ประเทศไทยต้องการโยง 2 เรื่องเข้าด้วยกัน
                 ดังนั้น เป็นพื้นที่พิพาทยังไม่มีข้อตกลง เพราะต่างคนต่างไม่อยากเสียผลประโยชน์ในกับประเทศตรงข้าม ดังเช่นกรณีเขาพระวิหารที่มีปัญหาไม่จบสิ้น ข้อพิพาทเขตแดนยึดกับแผนที่ฉบับเดียวและเอามาโยงกับ 2 เรื่องเข้าหากันจึงเกิดเป็นปัญหาที่ไม่จบสิ้น
3)  กรณี MOU43 ของรัฐบาลนายชวนหลีกภัยมีผลต่อการจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างไร หากมีการนำมาใช้จะก่อให้เกิดปัญหากับพี่น้องประชาชนในจังหวัดที่มีพื้นที่ ติดกับชายแดนไทยกับกัมพูชาอย่างไร
นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) โจมตีเรื่องปราสาทพระวิหาร และอ้างว่าสมัยเป็นฝ่ายค้านกับรัฐบาลพูดไม่เหมือนกันนั้นไม่จริง มาโจมตีว่าไม่ยอมยกเลิกบันทึกเพื่อความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ทั้งที่คนยก MOU ปี 2543 คนแรกคือนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมากลบเกลื่อนความผิดจากการลงนามในแถลงการณ์ร่วม จนเปิดประตูให้กัมพูชาเข้ามา ขอยืนยันว่า MOU ปี 2543 ไม่เคยบอกว่าไทยยอมรับแผนที่ของกัมพูชา แต่ยึดหลักสันปันน้ำมาตลอด
"สิ่งที่ MOU ปี 2543 เขียนไว้แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ตรงนั้นยังมีปัญหา ทั้งนี้ MOU ปี 2543 ทำให้กัมพูชามีปัญหามาก แผนการบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารที่กัมพูชาเสนอต่อคณะกรรมการ มรดกโลก ไม่สามารถอ้างแผนที่ได้เพราะมี MOU ฉบับนี้ค้ำไว้ จึงอยากให้ช่วยกันชี้แจง เพราะตอนนี้พูดทุกวันว่าทำไมไม่เลิก MOU สักที"
ส่วน กรณีที่มีคนลุกล้ำไปในพื้นที่ทับซ้อน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะให้นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปดำเนินการ ที่ผ่านมาเราก็ทำหนังสือประท้วงหลายครั้ง แต่จะให้เดินหน้าไปปะทะเลย ไม่เกิดประโยชน์อะไร ยังมีเวลามีเวทีอื่นให้ดำเนินการอยู่ เรื่องเหล่านี้พวกเราต้องถูกถามแน่นอน จึงอยากให้ช่วยกันชี้แจงด้วยสาระ อย่าใช้การตอบโต้ และขอยืนยันให้มั่นใจ เราจะรักษาประโยชน์ชาติ ไม่มีผลประโยชน์ใดๆแอบแฝง
ดังนั้น mou43 ระบุการใช้แผนที่ 1 ต่อ 2 แสน แผนที่นี้ทำให้ไทยเสียดินแดนใช่หรือไม่?  ถ้าไม่มีแผนที่นี้เราอาจไม่เสียดินแดน  ตอนนี้เขมรออกแถลงการณ์ฉบับสุดท้ายตอบโต้ไทย  ว่าเขาใช้แผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ตาม mou43 แล้วไทยก็ยอมรับในกรณี 7 คนไทยถูกจับ เพราะเขมรใช้แผนที่ 1 ต่อ 2 แสนอันนี้มาอ้างว่าไทยล้ำดินแดน ใน mou ระบุให้ใช้การปักปันตาม JBC ซึ่งใน JBC ระบุให้ใช้แผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ชัดเจนมากนะคะ  เขมรไม่ได้ทำผิดข้อตกลงที่รุกล้ำดินแดนไทย เพราะเขาทำตามแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนแล้วตามข้อตกลง  และไทยก็ยอมรับ เพราะไม่มีการผลักดันออกไปแต่อย่างใด ผลักดันไม่ได้ เพราะติด mou ห้ามใช้กำลังทหาร ต้องเจรจาเท่านั้น  ห้ามเคลื่อนย้ายสิ่งที่มีอยู่ก่อนทำ mou เช่นวัดแก้ว
www.praviharn.net/index.php?option=co
4)  กรณี คนไทย 7 คน ประกอบด้วย สส.พรรคประชาธิปัตย์  (นายพนิต)  ประชาชนหัวใจรักชาติ (นายวีระ สมความคิด นายแซมดิน  นายตายแน่  มุ่งมาจนและผู้ติดตามผู้หญิงอีก 2 ท่าน) ร่วมกับสส.ไปตรวจพื้นที่ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ในการแบ่งเขต พื้นที่ชายแดน และถูกทหารกับพูชากับจับหรือลักพาตัวไปขึ้นศาลประเทศกัมพูชาในฐานะที่นัก ศึกษาเรียนวิชาสังคม จะนำความรู้มาอธิบายให้นักเรียนของท่านได้รับรู้ข้อมูลอย่างไร 
กรณี ที่คนไทย 7 คนถูกทหารกัมพูชาจับตัวจนในที่สุด ศาลกัมพูชาพิพากษาจำคุก 5 คน คนละ 9 เดือนและปรับเป็นเงินจำนวน 1 ล้านเรียล โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ก่อนซึ่งก็มีความหมายว่ากระทำความผิดจริงแต่ยัง ไม่ต้องถูกติดคุกนั่นเอง และแสดงความคิดเห็นจุดเริ่มต้นของกรณีนี้เกิดขึ้นจากมีการพยายามที่จะใช้การ ปลุกกระแสชาตินิยม ในกรณีพิพาทเรื่องเขตแดนของกลุ่มการเมืองบางกลุ่มและรัฐบาลเองเพื่อสร้าง คะแนนนิยมของกลุ่มการเมืองและกลบปัญหาความไม่เอาไหนของรัฐบาลเอง แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นไปดังที่คาดหวัง เนื่องจากมีเข้าร่วมการชุมนุมจำนวนไม่มากนักและมิหนำซ้ำยังถูกต่อต้านจากคน ในพื้นที่จึงได้มีการตัดสินใจยกระดับการจุดชนวนด้วยการเดินข้ามแดนเข้าไปให้ ทหาร กัมพูชาจับกุมตัว โดยหวังที่จะปลุกกระแสความรักชาติขึ้นมา เบื้องแรกผู้ก่อการเรื่องดังกล่าวคงมิได้คาดหมายเหตุการณ์จะพลิกผันว่า จะมีการดำเนินคดีจนถึงกับมีการขึ้นโรงขึ้นศาลจนถึงต้องมีการขังคุก (ขี้ไก่) จนแมลงสาบแทะหัว กว่าจะได้ประกันตัวและตัดสินคดีก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด คณะดังกล่าวคงนึกแต่เพียงว่าหากมีการจับกุมในพื้นที่คงสามารถเจรจาได้เหมือน ครั้งที่ผ่านๆ มา แล้วค่อยนำข่าวไปสร้างกระแสแต่เหตุไม่คาดฝันย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะทหารกัมพูชาที่จับกุมเกิดจำนายวีระ สมความคิด ที่เคยถูกจับมาแล้วแต่ถูกปล่อยตัวพร้อมกับทำทัณฑ์บนไว้แล้วเมื่อไม่นานมานี้ กอปรกับนายวีระเองก็ถูกทางการกัมพูชาขึ้นบัญชีดำไว้แล้วเพราะด่าฮุนเซ็นไว้ เยอะ  เหตุการณ์จึงกลับไปเข้าล็อกทางฝ่ายกัมพูชา บุคคลทั้งเจ็ดจึงถูกส่งตัวไปยังพนมเปญพร้อมกับการถูกใช้เป็นเครื่องมือทาง การเมืองของรัฐบาลฮุนเซ็น
ดัง นั้นประเด็นสำคัญที่เราจะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือการที่เรายอมรับคำพิพากษา ของ ศาลกัมพูชาโดยไม่มีการอุทธรณ์ซึ่งทำให้คดีถึงที่สุด โดยความหมายก็คือเรายอมรับเขตอำนาจศาลกัมพูชาว่ามีอำนาจเหนือเขตแดนดังกล่าว ทำให้เราต้องเสียเปรียบหรืออำนาจต่อรองในการปักปันเขตแดนในภาพรวมต่อไปใน อนาคต ซึ่งเข้าหลักกฎหมายปิดปากที่ทำให้เราแพ้คดีประสาทพระวิหารในศาลโลกมาแล้วใน อดีต
http://www.prachatai.com/journal/2011/01/32804


กิจกรรมที่ 12

ระหว่างวันที่ 17-23 มกราคม 2554 หลักสูตรสังคมศึกษาได้จัดทัศนศึกษาภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน สุโขทัย พระนครศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร ซึ่งกิจกรรมนี้ถือว่าเป็นการบูรณาการจัดการเรียนการสอน โดยใช้กิจกรรมทัศนศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้  ให้นักศึกษาเล่าบรรยากาศ การเดินทาง สิ่งที่พบและเกิดองค์ความรู้ใหม่ ลงในบล็อกของนักศึกษาและนำเสนอ    ผลงานของนักศึกษาเป็นรายบุคคล เป็นโปรแกรม Slide.com หรือโปรแกรมนำเสนออื่น ๆ ให้นำมาใส่ลงบล็อกของนักศึกษา  และสำหรับนักศึกษาที่ไม่ได้ไปทัศนศึกษาให้นำเสนอว่าในช่วงเวลาดังกล่าว นักศึกษาทำกิจกรรมอะไร ได้องค์ความรู้อะไร สรุปเขียนลงในบล็อก และนำเสนอผลงานที่นักศึกษาได้ทำ ทำเป็น Slide.com หรือโปรแกรมนำเสนออื่น ๆ ลงในบล็อกของนักศึกษาเช่นกัน
      สรุปงานนักศึกษาจะมี 2 ชิ้น คือ
      1) สรุปเล่าเหตุการณ์การเดินทางและองค์ความรู้ที่พบลงในบล็อกของนักศึกษา
      2) นำเสนอรูปภาพมีคำบรรยายประกอบรูปภาพ ลงในโปรแกรม Slide.com หรือโปรแกรมอื่น ๆ
      ในกิจกรรมนี้ถือว่าเป็นการศึกษานอกสถานที่ นักเรียนต้องออกแบบเก็บข้อมูลให้ละเอียดมากที่สุด

ความประทับใจ
โครงการศึกษาภาคสนาม  (ภาคเหนือภาคกลางของประเทศไทย)
วนอุทยานแพะเมืองผี  จังหวัดแพร่
วนอุทยานแพะเมืองผี  ตั้งอยู่ระหว่าง  ตำบลทุ่งโฮ้งและตำบลน้ำชำ  อำเภอเมือง  จังหวัดแพร่ห่างจากตัวเมืองราว  15  กิโลเมตร  เป็นสถานที่น่าตื่นใจมากสำหรับข้าพเจ้าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มหัศจรรย์ที่ก้อนดินสามารถก่อตัวเป็นแท่ง  เป็นหย่อมได้  นักธรณีได้ประมวลค่าของดินในบริเวณ  “แพะเมืองผี” ว่าอยู่ในยุคควาเทอร์นารี  ซึ่งมีอายุประมาณ  10,000,000,000  ปี  ซึ่งลักษณะของการเกิดเสาหิน  เกิดจาการกรวดดิน  หิน  ทราย  จับตัวกัน  ยังไม่หนาแน่น  ซึ่งประกอบด้วยชั้นหิน  ทรายละเอียด  และการผุพังไม่เท่ากัน  เมื่อฝนตก  เกิดลม  ชั้นหินที่มีความต้านทานน้อยกว่าก็จะถูกชะล้าง  กัดกร่อนโดยง่าย  เหลือเพียงชั้นที่มีความต้านทานต่อความผุกร่อนมากกว่าจนทำให้เป็นแท่ง  เป็นหย่อม  และมีรูปร่างแตกต่างกันออกไปอย่างที่เห็น  ความหมายของสถานที่นี้เชื่อว่า  “แพะ”  หมายถึง  ป่าละเมาะ “ เมืองผี”  หมายถึง  ความเงียบเหงา  ดั้งนั้นแพะเมืองผี  จึงมีความหมายว่า  สถานที่ที่มีความเงียบเหงาเหมือนเมืองผี  จากการที่ข้าพเจ้าศึกษาจากลุงคนหนึ่ง  ลุงบอกว่า  “ในสมัยอดีตสถานที่นี้เคยเป็นทางไหลผ่านของแม่น้ำยมแต่ในปัจจุบันนี้แม่น้ำยมได้เปลี่ยนทางไหลผ่าน  ทำให้สถานที่นี้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างนี้เห็น” ข้าพเจ้ามีความประทับใจอย่างมากกับวนอุทยานแพะเมืองผี เพราะปรากฏการณ์อย่างนี้หาดูยากและมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  ถ้าวันหนึ่งวันใดข้าพเจ้าได้มาสถานที่นี้อีกสภาพพื้นที่ที่นี้ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปอีก  ก็จะสามารถเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบันได้
ดอยปุย  จังหวัดเชียงใหม่
ก่อนเข้ามาในพิพิธภัณฑ์หมู่บ้านชาวเขา  ต้องจ่ายค่าผ่านทางคนละ  10  บาท  ตลอดแนวเดินขึ้นไปจะมีของขาย  เช่น  เสื้อผ้าชาวเขา  เสื้อผ้าฝ้ายแท้  ผลไม้เชื่อม  ชาเขียวแห้ง  ของประดับ  และร้านอาหารทั้งพุทธและอิสลาม  ตลอดแนวทางเดินทั้งสองด้าน  เมื่อถึงบนดอยพวกเราก็ไปร้านชุดชาวเขาเพื่ออเช่าชุดละ  30-50  บาทต่อชุด  และข้าพเจ้าได้จ้างถ่ายรูปอีก  60  บาท  รูปที่ได้สวยมาก  มีเขียนไว้ที่มุมบนขวารูปว่า  DOIPUI  CHIANGMAI  THAILAND  และมุมล่างซ้ายว่า  พิพิธภัณฑ์ดอยปุย  การแต่งตัวเป็นชาวเขาเป็นอีกความประจับอย่างหนึ่งในชีวิต  จะมีสักกี่คนที่ได้ใส่เสื้อชาวเขาร่วมกับเพื่อนๆจำนวนประมาณ   24  คน  วันนั้นดอกปุยมีความสดใสอย่างมากเมื่อมีนักศึกษาจากราชภัฏนครศรีธรรมราชได้ไปเยี่ยมชมพร้อมกับความน่ารัก  สถานที่บนดอกปุยมีความสวยมากอย่างมาก  ดอกไม้มีความหลากหลายทั้งชนิดของดอกไม้และสีสันของดอกไม้  อากาศที่บนดอกปุยเป็นอากาศที่สดชื่นมากไร้มลพิษอย่างเช่นในเมือง ตอนนั้นข้าพเจ้าหาดอกทิวลิปในสวนบนดอกนั้น  แต่ก็หาไม่เจอข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า  “ถ้าข้าพเจ้ามีโอกาสข้าพเจ้าจะมาเที่ยวที่นี้อีก  และคงจะได้เจอดอกทิวลิปดอกที่ข้าพเจ้าใฝ่ฝันเป็นแน่นอน” 
สูงสุดแดนสยาม  ดอยอินทนนท์  จังหวัดเชียงใหม่
ในวันที่ได้พักค้างคืนบนดอยอินทนนท์  เป็นความประทับสุดๆ ที่ชีวิตข้าพเจ้าได้พบเจอ  และสัมผัสถึงความหนาวเย็น  คืนวันที่  21  มกราคม 54  เวลา  21.00 น.  อากาศช่วงนั้นประมาณ  15 องศา  และเมื่อเวลา  23.00 น.  ข้าพเจ้ากับเพื่อนและรุ่นน้องร่วม  5 คนก็ได้ลงไปดูปรอทอีกพบว่าอากาศตอนนั้นประมาท  14 องศา  ในคืนนั้นอากาศหนาวเย็นมากข้าพเจ้าอาบน้ำ  น้ำในห้องน้ำเย็นราวกับน้ำแข็ง ในคืนนั้นข้าพเจ้านั่งใกล้เตาถ่าน  กินขนมและพูดคุยกับเพื่อนจนถึงเที่ยงคืน  เมื่อเช้าวันที่  22  มกราคม 54  เวลา  05.00  น.  เราทั้งหมดก็ได้ขึ้นรถไปบนยอดดอยอินทนนท์  ที่เรียกว่าสูงสุดแดนสยาม  บนยอดดอยตอนนั้นมีอุณหภูมิ  4 องศา  พวกเรานั่งรถกอดกันเพราะอากาศหนาวมาก  มือเท้าเย็นจนชาไปหมด  แต่วันนั้นเสียดายมากที่ไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นและแม่ขนิ้ง  (น้ำค้างแข็ง)  ข้าพเจ้าหาแล้วแต่หาไม่เจอ  อาจเป็นเพราะว่ามืดมองไม่เห็นก็ว่าได้  หลังจากนั้นเราก็เดินทางต่อไปที่  พระมหาธาตุ  นภพลภูมิสิริ  เป็นสถานที่สวยมาก  ตกแต่งด้วยดอกไม้หลากหลายชนิดเป็นสวนที่น่าประทับใจอย่างขึ้น  สามารถมองลงมาเห็นทิวทัศน์ที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง  ถ้ามีโอกาสมาเที่ยวที่นี้อีกข้าพเจ้าหวังว่าจะได้มีโอกาสเห็นแม่ขนิ้งสักครั้งในชีวิต



กิจกรรมที่ 13

The Healthy Classroom : ----------- โดย อาจารย์อภิชาต  วัชรพันธุ์   แนวคิดของ Steven Hastings (2006) จากหนังสือที่ชื่อว่า
ในวันนี้ กล่าวถึงความสำคัญของ "The Complete Classroom" โดย Hasting ได้เสนอแนะว่า "ห้องเรียนคุณภาพ/ห้องเรียนที่สมบูรณ์แบบ" น่าจะมีลักษณะที่สำคัญ 3 องค์ประกอบ คือ 1) The Healthy Classroom....เป็นห้องเรียนที่ให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพกายและสุขภาพจิตของนักเรียน 2) The Thinking Classroom....เป็นห้องเรียนที่เน้นการส่งเสริมด้านการคิดวิเคราะห์ หรือพัฒนาการทางสมอง และ 3) The Well-Rounded Classroom....ห้องเรียนบรรยากาศดี The Healthy Classroom เพราะ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีข่าวเรื่องนักเรียนโรงเรียนมีชื่อแห่งหนึ่ง จุดไฟเผาอาคารเรียน-อาคารห้องสมุดของโรงเรียน(ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อโรงเรียน ช้า เพราะคิดว่าไม่เกิดผลดีทั้งต่อโรงเรียนและเด็ก) ซึ่งผมคิดว่าปัญหาส่วนหนึ่งน่าจะเนื่องมาจากการจัดการเรียนการสอนในประเทศ ของเรา โดยเฉพาะในโรงเรียนที่ได้รับความนิยมสูง จะเน้นในความเป็น “The Thinking Classroom” หรือห้องเรียนที่เน้นด้านสมอง ด้านวิชาการมากเป็นพิเศษ ทาให้ลดโอกาสในการสร้าง “The Healthy Classroom” : ห้องเรียนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพกายและสุขภาพจิตของนักเรียน การ เกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ คิดว่าเป็นการเสียหายที่น้อยมาก คือ เสียอาคารเพียงหลังเดียวและคุ้มค่ามาก หากเราจะได้บทเรียนและหันมาทบทวนกันอย่างจริงจังในเรื่อง “ความเป็นห้องเรียนสุขภาพดี ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตของนักเรียน” เพื่อลดโอกาสความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต  ถึง เวลาแล้วที่เราจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพื่อสักวันหนึ่ง เราจะต้องไม่มานั่งเสียใจกับปัญหานักเรียนทำร้ายร่างกายตนเอง นักเรียนฆ่าตัวตาย หรือนักเรียนมีพฤติกรรมก้าวร้าว ทำร้ายผู้อื่น/ทำลายสิ่งของ
คำถามที่ผมอยากให้ทุกคนร่วมกันคิด โดยเฉพาะผู้จะเป็นครู คือ
1) ในปัจจุบัน เด็กไทย (รวมถึงผู้ใหญ่ไทย) มีสุขนิสัยที่ดี ในเรื่องพฤติกรรมการบริโภค พฤติกรรมสุขภาพ ที่เหมาะสมหรือไม่ เพียงใด
2) ในปัจจุบันเด็กไทย (รวมถึงผู้ใหญ่ไทย) มีกีฬาประจำตัว มีปฏิทินการออกกำลังกาย และได้ออกกำลังกายตามปฏิทินอย่างจริงจัง มากน้อยเพียงใด (ทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาล แพทย์ไทย มักจะถาม     คำถามว่า “มีโรคประจำตัวอะไรบ้าง” แต่ไม่เคยถามว่า “หนู มีกีฬาประจำตัวหรือไม่ มีปฏิทินออก กำลังกายไหม)
3) เด็กไทยมีความสามารถในการบริหารสุขภาพจิต การควบคุมอารมณ์ หรือการพัฒนาบุคลิกภาพหรือไม่ เพียงใด (ดูได้จากบรรยากาศการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ในทันทีที่มีการประกาศผลการแข่งขัน จะมี 1 ทีมที่ร้องให้ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้)
4) ขณะนี้โรงเรียนได้ให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเด็ก พอ ๆ กับ การส่งเสริมด้านวิชาการหรือไม่ โดยเฉพาะในโรงเรียนที่ได้รับค่านิยมสูง (มีชื่อเสียง)
5) เมื่อเปิดภาคเรียน ภายใน 2 สัปดาห์แรก ครูประจำชั้นได้ทำความรู้จักกับนักเรียนมากน้อยเพียงใด มีการจำแนกเด็กนักเรียนเป็นกลุ่มเสี่ยง-กลุ่มปกติหรือไม่ (กลุ่มเสี่ยงหมายถึง ผลการเรียนอ่อน สุขภาพไม่ดี มีปัญหาทางครอบครัว รวมถึงมีผลการเรียนดีมาก เกรดเฉลี่ย 4.00 มาโดยตลอด ซึ่งจะเสี่ยงในเรื่องความเครียด)
6) ครูประจาชั้น หรือโรงเรียนได้จัดระบบดูแล-ช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยงอย่างไรบ้าง เพื่อลดความเสี่ยงในชีวิต (สมัยที่ผมเป็นครูประจำชั้น ผมจะประกาศรายชื่อ “ผู้ช่วยอาจารย์ประจำชั้น” โดยเลือกจากนักเรียนกลุ่มเสี่ยง เพื่อให้นักเรียนเหล่านี้มีโอกาสทางานใกล้ชิดกับครู มีการประชุมร่วมกันสัปดาห์ละ 1 ครั้ง)
7) โรงเรียนมีการพัฒนารายวิชา (วิชาเลือก/วิชาเพิ่มเติม) ที่เกี่ยวข้องกับ การควบคุมอารมณ์ การพัฒนาบุคลิกภาพ การบริหารจัดการกับปัญหาสุขภาพจิต ฯลฯ หรือไม่ (หลักสูตรประเทศสิงคโปร์ เด็กอนุบาล ต้องเรียนวิชา “การควบคุมอารมณ์”)
8) โรงเรียนมีการประเมินมาตรฐานด้าน สุขภาพกาย และสุขภาพจิต เป็นระยะ ๆ อย่างจริงจังมากน้อยเพียงใด
9) โรงเรียนมีแบบประเมิน/แบบสังเกตภาวะสุขภาพกาย สุขภาพจิตของนักเรียน เพื่อครูประจาชั้น และ พ่อแม่ใช้ในการสังเกต-ประเมินนักเรียนในความรับผิดชอบ หรือบุตรหลานของตนเอง หรือไม่ ฯลฯ    
              
การทบทวนคำถาม ดังกล่าวข้างต้น จะทำให้เรามองเห็นสภาพปัจจุบัน-ปัญหา ในการจัดการศึกษาของโรงเรียนหรือของประเทศไทย โดยเฉพาะในเรื่อง การพัฒนาเด็กแบบไม่สมดุล ที่เน้นการพัฒนาด้านวิชาการ มากกว่าการพัฒนา ด้านสุขนิสัย สุขภาพกาย สุขภาพจิต ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ จากการศึกษาแนวคิด เรื่อง The Healthy Classroom Hasting (2006) ได้เขียนถึงปัญหา การบริโภคอาหารไร้คุณภาพ (Junk Food) ปัญหาการเบี่ยงเบนทางเพศ ปัญหาการทำร้ายร่างกายตนเอง ปัญหาการฆ่าตัวตายของเด็ก ฯลฯ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ชักจะเข้าใกล้ประเทศเรามากยิ่งขึ้นทุกวัน ยกเว้นเราจะมีการทบทวนสภาพปัญหาเหล่านี้กันอย่างจริงจัง ผมเชื่อว่า จะนำไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์ หรือแนวทางการแก้ปัญหา ที่เป็นรูปธรรม ในโอกาสต่อไปได้อย่างแน่นอน ทางเลือกเพื่อส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิตนักเรียน
          จากคำถามดังกล่าวให้สรุปและตอบลงในบล็อกของนักศึกษา
          จากการศึกษาเนื้อหาข้างต้นข้าพเจ้าเห็นด้วยกับการที่เราซึ่งเป็นครูจะต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาทางด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตของนักเรียนพร้อมๆกับการพัฒนาทางด้านสมอง  ซึ่งในยุคสมัยนี้เทคโนโลยีกับสื่อด้านต่างๆ  มีการพัฒนาและก้าวหน้าเป็นอย่างมากเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลอย่างมากกับเยาวชนไทยในปัจจุบันในฐานะที่เราเป็นครูอยู่ในด้านการศึกษาก็ควรที่จะมีการเรียนการสอนที่เน้นทางด้านการพัฒนาจิตใจให้มาก ในยุคสมัยนี้จึงอยู่ที่ว่าเทคโนโลยีมีความสำคัญและจำเป็นต่อคนวัยต่างๆแต่ทุกสิ่งทุกอย่างต่างก็มีทั้งประโยชน์และโทษซึ่งที่เราเรียกว่า “ดาบสองคม” จากที่ข้าพเจ้าได้รับรู้ข่าวสารต่างๆในปัจจุบันที่เกี่ยวกับเยาวชนก็มีเหตุการณ์ต่างๆที่น่าตกใจเป็นอย่างมาก  เช่น  นักเรียนตบตีกันเพราะแย่งผู้ชาย  นักเรียนทำแท้งและนำแด็กไปทิ้งตามที่ต่างๆ  นักศึกษาชายชกต่อยกันหรือใช้อาวุธที่อันตรายต่อสู้กัน  เยาวชนมั่วสุมยาเสพติดและมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และนักศึกษาขายบริการทางเพศ  เป็นต้น  ล้วนแต่เป็นพฤติกรรมที่ก้าวร้าว  การใช้ความรุ่นแรง  และการตัดสินใจทำอะไรที่ผิดศีลธรรม  ส่วนด้านสุขภาพกายของเยาวชนไทยตอนนี้ก็น่าเป็นห่วงเป็นอย่างมาก  เพราะวัฒนธรรมตะวันตกมีบทบาทต่อการกินของเยาวชนไทยที่ตามเพื่อน  ตามกระแสรสนิยม  เป็นการกินที่รวดเร็วแต่มิค่อยมีประโยชน์ทางด้านอาหารเป็นอาหารจานด่วนที่มีสารอาหารประเภท  แป้ง  ไขมัน  และน้ำตาลเป็นจำนวนมาก  ซึ่งล้วนแต่ทำให้เยาวชนไทยต่อไปจะเกิดภาวะอ้วน  และเป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆ  ดังที่ว่า  “พุงเปรียบเสมือนโกดังเก็บโรค”  ดังนั้นข้าพเจ้าคิดว่าถ้าประเทศไทยสามารถทำหลักสูตรที่มีการเรียนการสอนที่เน้นทางด้านสุขภาพจิตและสุขภาพกาย  ก็จะเป็นการพัฒนาหลักสูตรที่ดีอย่างยิ่งต่อเยาวชนไทยที่มีเทคโนโลยีก้าวไกลอย่างเช่นในปัจจุบัน

วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554

กิกรรมที่ 11

การกำหนดมาตรฐานคุณภาพของครูในการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ครูจะต้องทำกิจกรรม 7 อย่างคือ 1) การวิเคราะห์หลักสูตร 2) การวิเคราะห์ผู้เรียน 3) การจัดกิจกรรมที่หลากหลาย  4) การใช้เทคโนโลยีเป็นแหล่งและสื่อการเรียนรู้ของตนเองและนักเรียน  5) การวัดและประเมินผลตามสภาพจริงอย่างรอบด้านและเน้นพัฒนาการ 6) การใช้ผลการประเมินเพื่อแก้ไขปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเพื่อ พัฒนาผู้เรียนให้เต็มศักยภาพ  7) การใช้การวิจัยปฏิบัติการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนและ การสอนของตน
              จากประเด็นดังกล่าว นักศึกษาจะนำวิธีดังกล่าวมาจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร เมื่อนักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียนโดยเน้นผู้เรียน เป็นสำคัญ  (ข้อสอบ 20 คะแนน) ยกตัวอย่างออกแบบการจัดการเรียนรู้
จากประเด็นดังกล่าวข้าพเจ้าจะใช้การสอนที่ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก  เพราะการเรียนการสอนเป็นการสอนที่นำเอาปัญหาในวิชานั้นๆ  มาเป็นสิ่งเร้าให้ผู้เรียนๆได้ศึกษา  วิเคราะห์สภาพปัญหา  ตลอดจนหาทางแก้ปัญหาด้วยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งต่างๆ  เพิ่มเติม  หลักการสำคัญของการเรียนการสอนแบบนี้  คือ
1.  เป็นการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student Centered) เปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตัวเองให้มากที่สุด
2.  หัวข้อ  ประเด็นปัญหา  รวมถึงเนื้อหาที่ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้  จะเป็นในเชิงบูรณาการ (Integrated) ผู้เรียนจะต้องใช้เนื้อหาในสาขาต่างๆ  มาช่วยในการแก้ปัญหา
3.  เป็นการใช้เทคนิคการสอนกลุ่มย่อย  (Small  geoup  Tutorial)  กลุ่มละ  6-8  คน  ผู้เรียนจะต้องมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น  แลกเปลี่ยนข้อมูล  และประสบการณ์ภายในกลุ่ม
4.  การเรียนรู้ของผู้เรียน  นอกจากจะได้เรียนรู้เนื้อหาวิชาต่างๆ  แล้วยังเป็นการเรียนรู้กระบวนการต่างๆ  ไปในเวลาเดียวกัน  เช่น  กระบาวนการคิด  กระบานการทำงาน  กระบานการแก้ปัญหา
5.  ผู้สอนจะมีบทบาท  เป็นผู้อำนวยความสะดวก  เป็นผู้กระตุ้นให้เกิดการโต้เถียง  แสดงความคิดเห็น  และร่วมมือกันแก้ปัญหา
จุดมุ่งหมาย
1.             เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะในการแก้ปัญหาอย่างมีกระบวนการ
2.             เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชุมชน
3.             เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกทักาะในการเรียนรู้ด้วยตัวเองและจากกลุ่ม
ขั้นตอนการสอน
ในการนำการสอนแบบนี้ไปใช้  ข้าพเจ้าคิดว่าผู้สอนจะต้องเตรียมปัญหา  ในประเด็นที่ต้องการ  โดยเขียนเป็นสถานการณ์  (Scenario)  หรือ กรณี  (Case)  ไว้ล่วงหน้า  และดำเนินการสอนตามขั้นตอน  ดังนี้
1. นำเสนอกรณีตัวอย่าง ในรูปแบบที่เหมาะสมกับผู้เรียน  เช่นเล่าให้ฟัง  ให้อ่านจากบัตรกรณีตัวอย่าง  ให้ดู  VDO  แสดงบทบาทสมมติ  เป็นต้น
2.  เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ซักถาม  และทำความเข้ากับคำศัพท์  หรือความคิดรวบยอดของบางอย่าง  ในสถานการณ์  หรือกรณี  ที่กำหนดให้  ให้ชัดเจน  โดยอาศัยความรู้พื้นฐานเดิมของสมาชิกภายในกลุ่ม  หรือจากเอกสาร  และสื่อต่างๆ
3.  ให้กลุ่มระบุประเด็นปัญหาพร้อมทั้งระบุขอบเขตของปัญหาให้ชัดเจน
4.  ให้กลุ่มช่วยกันวิเคราะห์ปัญหา  โดยใช้ข้อมูล  และพื้นฐานความรู้เดิมของสมาชิก  เพื่อให้ได้แนวคิดและข้อสนับสนุนเกี่ยวกับโครงสร้างของปัญหา  กระบวนการ  และกลไกที่เป็นไปได้ในการแก้ปัญหาเพื่อสร้างสมมุติฐานที่สมเหตุสมผลให้ได้มากที่สุด
5.  ให้กลุ่มร่วมกันจัดลำดับความสำคัญของสมมุติฐาน  โดยอาศัย  ข้อมูลข่าวสารต่างๆ  รวมทั้งความรู้จากสมาชิกภายในกลุ่ม  เพื่อคัดข้อมูลสมมุติฐานที่เป็นไปได้น้อยออกไป  และเลือกเอาข้อสมมุติฐานที่มีความเป็นไปได้มากไว้ศึกษาต่อไป
6.  ให้กลุ่มร่วมกันกำหนดวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้  โดยสมาชิกในกลุ่มร่วมกันตรวจสอบ  และวิเคราะห์  ว่าการพิสูจน์  หรือทดสอบสมมุติฐานที่ได้เลือกไว้  จำเป็นจะต้องหาข้อมูล  ข่าวสาร  หรือความรู้เรื่องใดบ้าง  มาเพิ่มเติมด้วยการเขียนวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ออกมาเป็นข้อๆ
7.  ให้ผู้เรียนแยกย้ายออกไปศึกษา  ค้นคว้า  หาข้อมูล  ความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งวิทยาการต่างๆ  เช่น  เอกสาร  ตำรา  ผู้เชี่ยวชาญ  ฯลฯ
8.  ผู้เรียนนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษา  ค้นคว้าเสนอต่อกลุ่ม  ร่วมกันพิจารณา  ตรวจสอบข้อมูลที่จะใช้ในการทดสอบสมมุติฐาน  หรือการแก้ปัญหาว่าถูกต้องเพียงพอหรือไม่  ถ้ายังมีข้อบกพร่องอยู่ต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม  แล้วจึงทำการพิสูจน์  หรือทดสอบสมมุติฐานที่กลุ่มได้ร่วมกันตั้งไว้  และลงข้อสรุป  หลักการที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่ม  นำข้อสรุป  หลักการที่ได้จากการศึกษา  และแนวทางในการนำความรู้  และหลักการไปใช้  นำเสนอและแลกเปลี่ยนในห้องเรียน